ทะเลหน้าฝน
posted on 02 Jul 2009 16:25 by gumade in happeningเรื่องสั้นจากhappening ฉบับที่ 28 เรื่องสั้นๆอ่านกันยาวๆเลยจ้า
คลับคล้ายคลับคลาเหมือนว่าจะเคยได้ยินมาจากเพลงใดสักเพลงหนึ่งในอดีตว่าเวลาเสียใจหรือมีความทุกข์เศร้า คนเรามักจะมุ่งหน้าหาทะเล
ปกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เธอไม่เข้าใจว่าทะเลช่วยแก้ปัญหาให้คนที่โศกเศร้าเสียใจได้อย่างไร ในเมื่อทะเลไม่สามารถสื่อสารหรือเจรจาได้เหมือนคน ไม่แม้กระทั่งจะสามารถเปล่งเสียงเป็นภาษาคน จะมีก็แต่เสียงครืนๆ ของคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง วันดีคืนดี หรือวันไม่ดี คืนไม่ดีก็ได้ ก็อาจมีเสียงลมพัดหวีดหวิวดังกรีดใบหูเป็นภาษาทะเลเท่านั้นที่พอจะเป็นเสียงจากทะเลให้ได้ยิน ไม่ใช่ และไม่น่าจะใกล้เคียงกับเสียงที่ทำให้คนเราหายโศกเศร้าได้
ปกตอบตัวเองไม่ได้ว่าเธอชอบมาทะเลหรือไม่ เธอไม่เคยเก็บเรื่องนี้มาให้รกสมอง ตั้งแต่ถูกเหวี่ยงมาที่นี่เธอก็มีแต่ทะเล มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทะเล หาดทราย และอะไรอะไรที่ควรจะปรากฏอยู่ตามทะเล เธอไม่จำเป็นต้องมาหรือไปทะเล เพราะเธอไม่ได้มาและไม่ได้ไป เธออยู่กับทะเล เธอกับทะเลไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ปกเชื่อว่าอย่างนั้น
ปกไม่เคยโศกเศร้า อันที่จริงเธอก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่าเธอรู้จักความโศกเศร้าจริงหรือเปล่า เธออาจจะเคยโศกเศร้าแต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันเรียกว่าความโศกเศร้าก็ได้ แต่ก็อีกนั่นแหละต่อให้มันเป็นความโศกเศร้าที่เธอไม่รู้ว่ามันเรียกว่าความโศกเศร้าจริง เธอก็สงสัยอีกว่าถ้าอย่างนั้น เราควรเรียกมันว่าความโศกเศร้าอีกหรือเปล่า
ดังนั้นไม่ว่าเธอจะโศกเศร้าหรือไม่ หรืออาจจะโศกเศร้าโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็ตาม ปกก็ไม่เคยคิดจะคุยกับทะเลเหมือนอย่างในเพลง เธอกลัวว่าคุยกันแล้วจะไม่รู้เรื่อง
ปกเคยได้ยินมาว่า นานมาแล้วที่เกาะแห่งหนึ่งในภาคใต้ ที่นั่นมีหมาตัวหนึ่ง ทุกวันในตอนเช้ามันจะมานั่งอยู่ริมทะเลเพียงลำพัง หมาตัวนั้นจะนั่งนิ่งๆ หันหน้าให้ทะเลอยู่ราวสิบถึงสิบห้านาที หลังจากนั้นมันก็จะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติของมัน ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่หรือหลงเหลือความจริงอยู่เท่าไหร่ แต่ปกก็รักเรื่องเล่าหมามองทะเลเรื่องนี้ ในบางครั้งซึ่งอาจจะแปลได้ว่าบ่อยครั้งปกก็เชื่อไปว่าเธอพอจะเข้าใจความรู้สึกของหมามองทะเลตัวนั้น
ปกชอบมองทะเล แต่เธอไม่เคยเข้าใจว่าเธอจะสื่อสารกับทะเลได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีปัญหาหนักอกคับใจและไม่ใช่ว่าเธอเข้าใจชีวิตทะลุปรุโปร่งดีแล้ว ตรงกันข้าม ปกมีปัญหาและมีคำถามมากมายกว่าใครทั้งหมด เป็นต้นว่า เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอมาอยู่เกาะแห่งนี้ได้อย่างไร ความจำของเธอไม่ใคร่จะทำงานสมบูรณ์เหมือนคนทั่วๆ ไปนัก แต่เท่าที่ปกจำได้ ก็คล้ายว่าเธอถูกโลกใบเก่าเหวี่ยงจนหัวหมุนแล้วจึงตกลงมายังเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ปกจำได้แค่นี้ ดังนั้นอย่าไปถามเธอว่าเพราะอะไรโลกจึงทำกับเธออย่างนี้ หรือเธอไปทำอะไรไว้จึงได้รับผลแห่งการกระทำแบบนี้ ปกเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกัน แต่ที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดก็คือคงไม่มีใครสามารถเอ่ยปากถามเธอได้ เพราะบนเกาะแห่งนี้ ปกพูดได้คนเดียว กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่าเธอเป็นมนุษย์เพียงคนเดียว
ปกไม่ค่อยอยากจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนติดเกาะ เพราะเธอไม่รู้สึกว่าเธอขาดเกาะแห่งนี้ไม่ได้แม้สักนาที ปกเชื่อว่าคำว่า ‘ติด’ นั้น น่าจะเหมาะควรกับคนที่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งและเชื่อว่าจะขาดมันไปเสียไม่ได้มากกว่าประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ‘ติด’ นั้นย่อมหมายถึงการที่ของสองสิ่งหรือมากกว่าสองสิ่งมาเชื่อมโยงต่อติดกันเป็นเนื้อเดียว ในกรณีนี้เธอไม่ได้มีร่างกายเชื่อมต่อเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งกับเนื้อดินหินทรายของเกาะแห่งนี้ และเธอก็ยังไม่ถึงกับขาดเกาะแห่งนี้ไปได้แม้สักชั่วพริบตา ดังนั้นปกจึงไม่ยอมรับว่าเธอเป็นคนติดเกาะ
มันก็แค่ เธอไม่มีทางเลือกอื่นในการออกไปจากสถานที่แห่งนี้ และบางครั้งเธอก็ไม่รู้สึกอยากออกไปเท่านั้นเอง
สิ่งที่ปกทำอยู่เสมอๆ ไม่แตกต่างไปจากหมาตัวนั้น ทุกเช้าในแต่ละวัน เธอจะนั่งลงบนชายหาดริมทะเล ใช้มือทั้งสองข้างกวาดเม็ดทรายขาวละเอียดมาพอกลงบนเท้าจนมิดเหลือแต่ข้อเท้าโผล่ขึ้นมา เธอชอบเม็ดทรายยามเช้าที่ยังรักษาความชื้นชุ่มเพราะอุ้มน้ำทะเลมาจากค่ำคืน ปกรู้สึกดีที่เท้าของตัวเองเย็น บางครั้งเธอก็เผลอคิดไปว่าเท้าของตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของเม็ดทรายนับล้านล้านล้านเม็ดบนชายหาดแห่งนี้ ถ้ามันเป็นจริงก็คงดี เพราะอย่างน้อยปกก็บอกตัวเองได้ว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ติดกับเกาะนี้
ทุกวันๆ หลังจากนั่งมองทะเล คิดถึงหมาตัวนั้น และโกยเม็ดทรายมาฝังเท้าแล้ว ปกก็ไม่มีอะไรต้องทำอีกจนกว่าจะรู้สึกหิว และเมื่อเธอหาอะไรใส่ปากลงท้องบรรเทาความหิวดีแล้ว ปกก็กลับมาทำกิจกรรมเดิมๆ ทั้งหมดไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายจะสั่งให้เธอทำในสิ่งที่จำเป็นเช่นการขับถ่าย กิน และหลับนอน
ปกสงสัยว่าเธอมีจุดประสงค์อะไรในการทำอย่างนี้ การนั่งมองทะเล คิดถึงหมาที่เธอไม่รู้จัก และโกยเม็ดทรายฝังเท้านั้นสร้างประโยชน์อะไรให้กับโลกใบนี้บ้าง ปกไม่รู้คำตอบ แต่เธอก็ค่อนข้างมั่นใจว่าการที่เธอไม่รู้คำตอบไม่ได้แปลว่ามันไม่มีคำตอบ มันต้องมีคำตอบ เพียงแค่เธอไม่รู้ ยังไม่รู้ หรืออาจจะไม่จำเป็นต้องรู้เลยก็ได้ เธอเชื่อว่าโลกคงไม่เหวี่ยงเธอลงมาบนเกาะแห่งนี้ ลิดรอนอิสรภาพและพรากสังคมไปจากเธอโดยไร้ซึ่งวัตถุประสงค์ใดๆ เลยเป็นแน่
ฝนตกลงมา แรกเริ่มเพียงหยาดฝนเม็ดบางเบาพุ่งตกลงมาบนพื้นทราย เม็ดทรายบางเม็ดกระเด็นลอยคว้างกลางอากาศในชั่วเสี้ยวของเสี้ยววินาทีแล้วตกลงบนเม็ดทรายด้วยกัน จากนั้นฝนจึงเริ่มลงเม็ดหนักขึ้น มากขึ้น เม็ดทรายบางเม็ดกระเด็นเลอะข้อเท้าของปก ปกไม่ใยดีที่จะปัดมันทิ้ง
ฝนตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ปกจินตนาการไปว่าเม็ดฝนนั้นคืออุกกาบาตจากอวกาศที่ตกลงมายังโลกมนุษย์ แตกต่างแค่ว่าอุกกาบาตเหล่านี้เย็นสบายและเปียกแฉะดี ไม่ก่อให้เกิดหลุมขนาดใหญ่หรือแผลพุพองเป็นหนอง อีกทั้งยังไม่มีเชื้อชีวิตของสิ่งมีชีวิตรูปแบบใดๆ ติดตามมา
ฝนตกที่ชายหาด และตกที่ทะเล ทะเลยามฝนตกดูน่ากลัวราวคนคุ้มคลั่ง ท้องฟ้ามืดดำ สายลมดังหวีดหวิดราวกับมันคือใบมีดคมที่ตัดอากาศได้ ฝุ่นทรายลอยปลิวคว้างเป็นวงกลมสูงขึ้นแล้วพัดออกไปยังชายฝั่ง ปกปัดผมที่ปลิวสยายตามแรงลมและปลิวเข้าตาออกเสีย เธอหรี่ตาเพื่อปรับการมองเห็น เท้าของเธอยังคงเป็นส่วนหนึ่งของพื้นทราย
คลื่นลูกใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นลูกแล้วลูกเล่าพัดเข้าหาฝั่งราวชายหนุ่มผู้ถูกปฏิเสธจากหญิงสาวและไม่ยอมรับความเป็นจริง ล่าถอยไปเท่าไหร่ มันก็ซัดกลับมามากเท่านั้น และอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เมื่อลมที่พัดมากับทะเลและฝนนั้นทวีความแรงขึ้นเรื่อยๆ คลื่นบางลูกสูงและใหญ่จนปกต้องทำตาโต
เธอหวนคิดถึงข้อสงสัยที่ว่าทำไมคนเราเวลาเศร้า มักหันหน้าเข้าหาทะเล ปกอยากรู้ว่าคนเศร้าคุยอะไรกับทะเล ทั้งที่ทะเลไม่มีปาก ปกเชื่อว่าทะเลอาจจะไม่ได้คุยอะไรกับคนเศร้า ก็ขนาดเธอมีสิ่งที่เรียกว่าปาก เธอยังไม่รู้จะคุยอะไรและคุยกับใคร
แล้วกับทะเลหน้าฝนในลมมรสุมนั้นเล่า คนเราทั้งที่เศร้าและไม่เศร้ายังปรารถนาจะเสวนาด้วยอีกหรือเปล่า หรือว่าแท้ที่จริงแล้ว ทะเลฝนบ้าคลั่งนั้นก็คือการระบายความโศกเศร้าเสียใจของทะเล ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ปกรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่ไม่มีใครฟังทะเลร่ำไห้อาดูร
ปกนึกถึงกวีบทหนึ่งที่เธอเคยได้ยินมา อย่าถามว่าเธอได้ยินมาจากไหน เพราะปกจำไม่ได้ แต่เธอได้ยินมาจากไหนสักแห่งแน่ๆ
กวีบอกว่า
ทะเลหน้าฝน เหมือนคนร้องไห้
เจ้าคร่ำครวญหาใคร เขารู้บ้างไหมทะเล...
ปกจึงตั้งใจว่าเธอจะลองฟังทะเลพูดดูบ้าง เผื่อว่าทะเลจะมีปากและพูดคุยกับคนได้จริงๆ และความเชื่อที่ว่าคนเศร้าคุยกับทะเลได้อาจเป็นความจริง
ที่สำคัญมันอาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า เธอมาทำอะไรที่นี่ โลกใบเดิมอาจเหวี่ยงเธอมาที่นี่เพื่อทำสิ่งนี้ก็เป็นได้
จากทะเลร่ำไห้ บัดนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นการร่ำไห้อย่างคุ้มคลั่ง ชายหนุ่มผู้ถูกหญิงสาวปฏิเสธเริ่มสูญเสียการควบคุมสติ เขาไม่มีเหตุผลและไม่รู้จักแม้กระทั่งวิธีใช้เหตุผล ทะเลปั่นป่วนคุ้มคลั่ง คลื่นสูงเกินความสูงของมนุษย์ เพื่อให้แน่ใจว่าคลื่นสูงกว่ามนุษย์จริง ปกลุกขึ้นและเดินไปยังชายหาด คลื่นสูงกว่าตัวเธอจริงๆ มันไม่เคยโกหก
คลื่นลูกหนึ่งพัดปะทะร่างของปก จนเธอผงะถอยหลัง ชุดสีขาวของเธอเปียกน้ำ ผมของเธอเปียกน้ำ ร่างกายของเธอเปียกไปด้วยน้ำทะเลและฝน
เมื่อผ่านคลื่นลูกใหญ่ลูกนั้น ปกรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็น ความหนาวเย็นนั้นทำให้เธอรู้สึกว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นมันถูกต้อง เธอมาที่นี่เพื่อฟังทะเลร่ำไห้ ฟังสายฝนครวญถึงความอึดอัดเมื่อมันยังควบแน่นอยู่บนก้อนเมฆ ปกรู้สึกว่าเธอไม่ไร้ค่า รู้สึกว่าตัวเองยังมีประโยชน์กับโลกใบนี้ และเธอยังมีอะไรให้เชื่อมต่อ ปกสงสัยว่าหมาตัวนั้นอาจรู้เรื่องนี้ตั้งนานแล้ว แค่มันไม่ได้บอกเธอหรือแม้แต่บอกใครก็ตาม
เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกยินดี ปกเดินลงทะเล ยิ่งเธอเดินมากเท่าไหร่ คลื่นสูงก็พัดให้เธอถอยขึ้นฝั่งมากเท่านั้น ยิ่งเธอถอยขึ้นฝั่งมากเท่านั้น เธอก็เดินลึกลงทะเลมากไปกว่าเดิม ปกเปียกปอนไปทั้งตัว ร่างของเธอสั่นสะท้านด้วยหนาวเย็น แต่เธอกลับไม่รู้สึกอะไรมากนัก บางทีข้างในของเธออาจไม่ได้หนาวเย็น
ปกยิ้ม เป็นครั้งแรกที่เธอยิ้มบนเกาะแห่งนี้ เธอยิ้มให้ทะเล ทะเลหน้าฝนยิ้มรับเธอด้วยคลื่นขนาดย่อมๆ ลูกหนึ่ง
ปกหันกลับไป เธอยิ้มให้ทรายนับล้านล้านล้านเม็ด เธอยิ้มให้ชายหาด เธอยิ้มให้ท้องฟ้าคุ้มคลั่ง เธอยิ้มให้หมาตัวนั้น เธอยิ้มให้บทกวีบทนั้น ยิ้มให้ชายหนุ่มผู้ถูกปฏิเสธ ยิ้มให้คนเศร้าที่ชอบคุยกับทะเล เธอยิ้มให้ทุกอย่างที่อยู่ที่นี่และไม่อยู่ที่นี่
สุดท้ายเธอยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนจะสวมร้องเท้าผ้าใบ หยิบกระเป๋า และเปิดประตูออกจากบ้าน
happenining ฉบับที่ 28
เรื่อง: จักรพันธุ์ ขวัญมงคล
ภาพ: JinGumade
