happening

DINNER IN THE DARK

posted on 14 Aug 2009 14:40 by gumade  in happening

งดงามยามหลับตา
 
happening 29 
เรื่อง: ตวัน  ชวลิตธำรง
ภาพ: GongGumad
 
 

มเตรียมตัวจะลงมือกับอาหารเย็นตรงหน้า ท้องเริ่มเกิดเสียงเรียกร้องจากน้ำย่อย มื้อนี้มีคนออกสตางค์ให้ซะด้วยสิ ผมเลยตั้งหน้าตั้งตารอเป็นพิเศษ อาหารเย็นมื้อนั้นเป็นอาหารฝรั่งเศสอย่างดีครบคอร์ส นี่ไม่ใช่ครั้งแรกระหว่างผมกับอาหารฝรั่งเศสหรอก แต่มื้อนี้พิเศษกว่าครั้งอื่น มันพิเศษจนทำให้ผมเกร็งอยู่เหมือนกัน 

จานแรกถูกเสิร์ฟลงต่อหน้าทุกคนแล้ว แต่ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันคืออะไร ที่นั่งที่เหลือบนโต๊ะกลมถูกจับจองโดยคนแปลกหน้าอีก 7 คน แถมใน 7 คนนั้นยังเป็นชาวฝรั่งเศสแปลกหน้าถึง 4 คน ปกติการรับประทานอาหารร่วมกับคนที่ไม่รู้จักมักสร้างบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วน แต่คราวนี้ผมไม่รู้สึกอย่างนั้น เสียงหนุ่มใหญ่ชาวฝรั่งเศสที่นั่งข้างๆ ถามผมเป็นภาษาอังกฤษฟังแปร่งหู “ปอย คุณต้องการไวน์ไหม ขวดไวน์อยู่ในมือซ้ายของผม คุณสัมผัสมันได้แล้วใช่ไหม ผมจะปล่อยละนะ ระวังแก้วหกตอนรินไวน์ด้วยล่ะ” เราจำเป็นต้องสนทนากันด้วยคำพูดแปลกๆ อย่างนี้ เพราะเราทั้ง 8 คนต่างมองไม่เห็นอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารตรงหน้า ตำแหน่งของช้อนส้อมจานชาม แม้กระทั่งหน้าตาของผู้ร่วมโต๊ะ ผมกำลังสัมผัสประสบการณ์การกินอาหารที่แปลกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต นั่นก็คือการกินในความมืดสนิท มืดจนไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด อาหารทุกจานถูกเสิร์ฟโดยพนักงานที่เป็นผู้พิการทางสายตาทั้งสิ้น 

ผมกำลังอยู่ในงานที่ชื่อว่า Dinner in the Dark 


Dinner in the dark เป็นกิจกรรมที่ชาวฝรั่งเศสริเริ่มขึ้น โดยมีความคิดริเริ่มมาจากการต้องการช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาให้มีโอกาสได้ทำงานมากขึ้น นอกเหนือจากการเป็นผู้รับโทรศัพท์ตาม Call Center ต่างๆ จึงได้มีการก่อตั้งร้านอาหารแบบ In The Dark ขึ้นในฝรั่งเศส เป็นร้านอาหารที่มืดสนิทและคนเสิร์ฟทุกคนเป็นคนตาบอด เพื่อให้คนปกติทั่วไปได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับคนตาบอด และขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างงานให้กับคนตาบอดด้วย นี่เป็นสิ่งที่ผมได้ฟังจากชาวฝรั่งเศสแปลกหน้าข้างๆ ที่คุยไปคุยมาก็ได้รู้ว่าเขาเป็นสื่อมวลชนของฝรั่งเศส บินมาเมืองไทยเพื่อร่วมงานนี้โดยเฉพาะ ตัวเขาเคยกินในที่มืดแบบนี้มาแล้วที่ฝรั่งเศส และร้านแบบนี้ที่ฝรั่งเศสก็มีคนให้ความสนใจเป็นอันมาก จองคิวกันเนืองแน่นตลอดเวลา ความนิยมร้านอาหารแบบนี้ได้แผ่ขยายไปในหลายประเทศในยุโรปและอเมริกา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สถานฑูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเป็นผู้จัดให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่นี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของงาน La Fête 2009

“จานที่สองมาเสิร์ฟแล้วนะคะ” เสียงใสๆ ดังขึ้นในความมืด เป็นเสียงของยุ้ย พนักงานเสิร์ฟสาวผู้ซึ่งตาบอดสนิท แต่กลับกลายเป็นผู้ที่คล่องแคล่วที่สุดในบรรดาคนตาดีทั้งหมดที่นั่งอยู่บนโต๊ะ ผมคลำหาส้อมได้ก็พยายามจิ้มๆ ลงไปในความมืดที่คะเนว่าเป็นตำแหน่งของจาน เสียงพึมพำข้ามโต๊ะมาว่ามันน่าจะเป็นปลาอะไรสักอย่าง ผมจิ้มลงไปได้อะไรบางอย่างติดส้อมขึ้นมา ส่งเข้าปากแล้วพยายามใช้ประสาทรับรสหาคำตอบว่าก้อนเละๆ ที่อยู่ในปากมันคืออะไรกันแน่ จากออเดิร์ฟจานแรกซึ่งเป็นอะไรบางอย่างครีมๆ นิ่มๆ เละๆ ก็คาดเดาได้ว่า อาหารที่เสิร์ฟเป็นอาหารอ่อนทั้งสิ้น เพราะในความมืดมิดแบบนี้ เราคงไม่สามารถหยิบมีดมาหั่นนู่นหั่นนี่เป็นชิ้นๆ ได้แน่ๆ เผลอๆ จะไปหั่นนิ้วคนข้างๆ เอา สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแค่เอาส้อมจิ้มๆ ตักๆ เอา ในขณะที่น้องยุ้ยให้กำลังใจคนตาดี (ที่ตาบอดชั่วคราว) บนโต๊ะว่า สงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือสิ่งใดสามารถบอกได้ทันที ผมเผลอโพล่งถามไปว่า “เราจะทราบได้อย่างไรครับว่าเรากินหมดหรือยัง” เรียกเสียงหัวเราะครืนจากทั้งโต๊ะ น้องยุ้ยอธิบายอย่างอารมณ์ดีว่า ถ้ารู้สึกว่ากำลังจะกินหมด ให้ลองกวาดแถวๆ ขอบจานดู จะพบว่ามีอาหารเหลือตรงขอบจานอีก ผมถามไปก็เพิ่งรู้สึกเหมือนกันว่ามันเป็นคำถามที่พิกลและประสาทยังไม่รู้ 

และนั่นเป็นแวบแรกที่ผมได้เข้าใจถึงความรู้สึกของคนตาบอดเวลากินข้าว เกิดมาคนตาดีอย่างเราๆคงไม่เคยคิดจะถามตัวเองว่า นี่เรากินหมดยังวะ เพราะเห็นกันอยู่โต้งๆ ว่าหมดหรือไม่หมด นี่เองกระมัง จุดประสงค์ของคนจัดงาน เพื่อให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเกิดเป็นคนตาบอดมันยุ่งยากแค่ไหน


ผมหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ แล้วก็พบว่ามันหมดแล้ว จึงหยิบขวดน้ำขึ้นมารินใส่แก้วเป็นครั้งที่สาม เป็นการกินอาหารที่ต้องเติมน้ำบ่อยมาก เพราะการเติมแต่ละครั้งเราไม่รู้ว่ามันจะเต็มเมื่อไหร่ เลยต้องเติมน้อยๆ ไว้ก่อน แต่พอวางแก้วแล้วเริ่มจัดการกับอาหารตรงหน้าต่อ ผมนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ทำไมเมื่อกี้ผมไม่ปัดแก้วน้ำหรือขวดน้ำ ทั้งๆ ที่มองอะไรไม่เห็น ผมวางส้อมลง เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำ ปรากฏว่าผมสามารถหยิบมันได้อย่างแม่นยำ ผมวางแก้วลง เอื้อมไปหยิบส้อม มันก็ยังอยู่ที่เดิม ที่เดิมที่ในหัวผมจดจำไว้ นี่ไงล่ะที่มีคนเคยพูดไว้ เมื่อประสาทสัมผัสบางอย่างหายไป ประสาทสัมผัสที่เหลือจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในจำนวนประสาทสัมผัสทั้ง5 ประสาทด้านการสัมผัสน่าจะเป็นด้านที่คนเรามองข้ามมากที่สุด เนื่องจากประสาทสัมผัสด้านอื่นมันทดแทนด้านการสัมผัสได้มาก ไหนจะประสาทการรับรสและกลิ่นอีกล่ะ การกินอาหารท่ามกลางความมืดมิดแบบนี้ ลิ้นและจมูกของเรากลายเป็นพระเอกขึ้นมาทันที สัมผัสรสต่างๆ นำพาให้การกินแบบมืดมิดดำเนินไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาหารแต่ละคำถูกแยกแยะอย่างละเอียดถี่ถ้วนแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ความแข็งนุ่ม เค็มหวาน หอมฉุน มีบทบาทขึ้นมาอย่างมากมาย 


“ปอย คุณเงียบไปนะ โอเคหรือเปล่า” หนุ่มฝรั่งเศสข้างๆ เอ่ยถามขึ้นมาในความมืด

ผมคงเพลิดเพลินกับการใช้ประสาทสัมผัสด้านต่างๆ สลับไปสลับมาจนลืมตัว เมื่อตื่นจากความคิดของตัวเอง ก็ทำให้พึ่งรู้สึกว่า ทุกคนบนโต๊ะคุยกันเสียงดังมาก พี่คนไทยฝั่งตรงข้ามกำลังหัวเราะคิกคักเม้าท์แตกกันใหญ่ พี่ฝรั่งเศสข้างผมก็โขมงโฉงเฉงข้ามหัวผมกันไปมาอย่างเมามัน อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณของมนุษย์กลัวการอยู่คนเดียวในที่มืด จึงต้องพยายามคุยกันเพื่อใช้เสียงกลบความน่ากลัวของความมืดให้เบาบางลง แต่แปลกที่ว่า เมื่อกี้ผมไม่ได้ยินพวกเขาคุยกันเลย เพราะมัวแต่เพ่งสมาธิกับอาหารตรงหน้า ทำให้รู้ขึ้นมาอีกอย่างว่า การสูญเสียประสาทการมองเห็น ทำให้คนเรามีสมาธิมากขึ้น สามารถตัดการรับรู้ที่ไม่ต้องการออกจากความคิดได้ง่ายกว่าตอนมองเห็น อาจเพราะเวลาเราใช้สายตา สิ่งที่มองเห็นรอบกายมันทำให้ความคิดของเรากระโดดโลดเต้นอยู่ตลอด จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง ตามแต่ภาพที่เห็นจะพาให้คิดไป ผมหยุดกินชั่วขณะและลองนั่งฟังว่าพวกเขาคุยอะไรกัน แปลกอีกแล้ว ผมฟังแต่ละคนพูดได้อย่างชัดเจนทั้งๆ ที่พวกเขาพูดพร้อมๆ กัน แยกแยะได้เลยว่าใครพูดอะไรอยู่ มันชัดจนเริ่มจะเสียดแทงรูหูเลยทีเดียว สาเหตุก็คงเพราะผมปิดประสาทสัมผัสด้านอื่นหมดเกลี้ยง หลงเหลือไว้เพียงประสาทการได้ยิน มันจึงแหลมคมและรับสัญญาณทุกอย่างได้ชัดกว่าปกติมาก คิดมาถึงตรงนี้ ผมเริ่มรู้แล้วล่ะ ว่าการเป็นคนตาบอดมันไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่ มันก็เลวร้ายแหละ แต่เลวร้ายน้อยกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเหมือนกัน เนื่องจากประสาทสัมผัสด้านอื่นจะเร่งประสิทธิภาพขึ้นมาทดแทนการมองเห็นที่สูญเสียไป 

“ทุกท่านรับประทานของหวานเสร็จแล้วนะคะ อาหารมื้อนี้สิ้นสุดลงแล้ว เดี๋ยวยุ้ยจะพาออกไปข้างนอกนะคะ ค่อยๆ ลุกทีละคนแล้วจับแขนคนข้างๆ ไว้นะคะ” เราทำเหมือนตอนเดินเข้ามา คือตั้งแถวเรียงหนึ่ง จับแขนคนข้างหน้า คนหน้าสุดจับน้องยุ้ยไว้ แล้วคนตาบอดก็จูงขบวนคนตาดีเดินเรียงแถวออกไปเหมือนตอนขามา เราต้องหรี่ตาปรับสภาพกับแสงภายนอกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม หนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ยังค้างอยู่ในความรู้สึก การได้ลองเป็นคนตาบอดครั้งนี้ ทำให้ผมมองโลกกว้างขึ้นอีกนิดหนึ่ง เข้าใจความรู้สึกของเพื่อนร่วมโลกที่พิการทางสายตามากขึ้น 

บางที ผมว่ามีความงดงามของโลกเราอีกมากมายที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้จากการรับรู้ด้านอื่น คนตาบอดหรือหูหนวกคงจะรู้เรื่องนี้ดี ลองหลับตาลงแล้วปล่อยให้สัมผัสด้านอื่นทำงานบ้าง เราอาจเห็นความสวยงามที่แตกต่างไปทั้งๆ ที่ไม่ต้องลืมตาเลยก็ได้

 

LOVE IS HEAR

posted on 03 Aug 2009 01:07 by gumade  in happening

LOVE IS HEAR

"ก๊อง พี่จะจัดคอนเสิร์ตให้คนหูหนวกดู" เสียงบอกอหนุ่มที่อยู่ดีก็พูดออกมา

"อ๊อ ครับพี่......  เออะ! คอนเสิร์ตคนหูหนวก.. เค้าไม่ได้ยินไม่ไช่เหรอพี่" ผมอึ้งเหมือนคนบ้าใบ้ถือใยบัวหูตามัวมาใกล้เคียง หรือว่าพี่แกพูดผิด จะบอกว่าทำคอนเสิร์ตให้คนตาบอดฟังป่าววะ  ไม่ผิดครับ พี่แกทำอย่างนั้นจริง

  คอนเสิร์ต love is hear เมื่อคนหูดีฟังดนตรีพร้อมคนหูหนวก เป็นงานที่มีพ่องานเเม่งานอย่าง happening และ nude ร่วมมือกันเเละยังมีผองเพื่อนและพี่ใจดี เป็นงานการกุศล 100เปอร์เซนต์ (เวลาเราดูคอนเสิร์ตการกุศลมักจะมีคำว่าหักส่วนค่าใช้จ่าย) และแน่นอนทุกคนทำงานให้ฟรีและทำให้ด้วยใจทั้งนั้น ไม่ว่าตลกละครใบ้คณะbabymime  ศิลปินอย่าง friday, stamp, scrubb, etc., exotic, koh mr.saxman, เปียโน.. ยังไม่พอยังมีเหล่าทำภาพเคลื่อนไหวจาก b.o.r.e.d., แก๊งฟิ้ว, แก๊งแฟนฉัน อื่นๆอีกเยอะแยะ แต่ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วน้องเค้าได้ยินเหรอวะ จนมารู้ว่า

  ถ้าดนตรีประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ทำนอง(melody) และจังหวะ(rhythm) ซึ่งคนหูหนวกได้ยินจังหวะจากการสั่นสะเทือนซึ่งได้ยินชัดมากกว่าคนหูดีเสียด้วย นั่นเท่ากับว่าคนหูหนวกได้เข้าถึงดนตรีครึ่งนึงแล้ว(ลอกมาจากสุจิบัตรทั่งดุ้น)แล้วอีกครึ่งจะเติมเต็มได้อย่างไร? เราก็ใช้แสงสี ภาพเคลื่อนไหว กลิ่น รสชาติ มาช่วยซิ่  พุดไปไม่เห็นภาพอาจจะงงๆ ไปดูบรรยากาศในงานวันนั้นกันเลยดีกว่าาา

 *ขอขอบคุณคลังภาพคุณพี่อะไรซักอย่าง ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว  

 

 

V scala love is hear 9 July 2009 (อ่านในรูปทีเดียวก็ได้เสียเวลาจริง)

 

 

V น้องหูหนวกฟังเสียงดนตรีจากลูกโป่ง โดยการสัมผัสแรงสั่นสะเทือน

 

 

V พี่เเสตมป์ชิลๆช่วงฝึกซ้อม (อาจกำลังใช้ความคิดอยู่คนเดียว)

 

 

V babymime ช่วงซ้อมจริงจัง.. ไม่ขำ

 

 

V ทีมงานแฮปเพนนิ่งอยากชิล

 

 

 

V โรงงานนรก กำลังแพคของสูจิบัตรก่อนงานจะเริ่ม (ประกอบด้วย ถุง+สูจิบัตร+ซีดีเพลง+คุ้กกี้+น้ำหอม)

 

 

V กิจกรรมก่อนงานเริ่ม สติ๊กเกอร์สะท้อนแสงรูปหัวใจส่งความรักให้แก่กัน เป็นกิมมิคเล็กๆที่สร้างสีสันได้ดีทีเดียวแต่ตอนทำความสะอาดเหนื่อยอิบหาย

 

 

V คุณกรและหนุ่มเมืองจันทร์แห่งมติชน (สังเกตเสื้อซ้ายมือเก๋ทีเดียวทำมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ

s  i  l  e  n  t  สลับอักษรไปมา l  i  s  t  e  n วะวะว้าววววว)

 

 

 V บรรยากาศภายในโรงสกาลา ก่อนเริ่ม

 

 

V ภาพพิธีการสุดๆ พ่องานแม่งานส่งมอบเชคให้โรงเรียนคนหูหนวก

 

 

V เปียโนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมเด็กหูหนวกทำท่าภาษามือประกอบเป็นซับไทเทิล

 

 

 V ละครใบ้ ศึกชิงหัวใจ ระหว่าสองดนตรี ฟลุท และ กีตาร์ 

 

 

 

V friday วงเปิด พร้อมภาพประกอบสวยๆใสๆ รูปนี้เหมือนหมวกหลุดออกจากหัวพี่บอยตรัยอย่างไงอย่างงั้น

 

 

V friday อีกรูป

 

 

V แสตมป์กับเพลงความคิด ภาพถ่ายโดยโดนัท มนัสนันท์ (ข้างหลังไม่ไช่ระฆังนะมันเป็นโทรศัพท์แก้วกระดาษ เอาไว้ฟังความคิดของกันและกันวิ้ววว) 

 

 

V เพลงทฤษฎีสีชมพู ภาพประกอบโดย นพพันธ์ บุญใหญ่เจ้าพ่อละครเวที เล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายเหมือนเปิดสไลด์ให้ดู เป็นเรื่องเกี่ยวกับคู่รักคู่หนึ่งไปเที่ยวกัน รักกัน ทะเลาะกัน ดีกัน คลุ้มคลั่ง บอบอ น่ารักดีนะ

 

 

V บนเวทีเงียบงันเป็นเวลา 1 นาทีเมื่อคำนี้ปรากฏขึ้น แต่กลับเป็นฝั่งคนดูที่ร้องพร้อมกันกระหึ่มทั้งฮอล 

 

 

V พี่โก้อิมโพรไวซสดๆกับน้องศิตาพร น้องเค้าไม่ธรรมดาเพราะน้องเค้าไม่ได้ยินเสียงเปียโน น้องเขาหูหนวก!

ในบทเพลงที่แต่งขึ้นมาโดยเฉพาะในงานนนี้ 'เสียงในความเงียบ' แต่งโดย พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ 

 

 

V exotic จังหวะกำลังมันๆมึนๆไปกับโมชั่นกราฟฟิกนามธรรม 

 

 

V scrubb  ร้องเรื่อยๆ เมื่อยๆ ภาพปรกอบโดยเหล่าแก๊งฟิ้ว

 

 

V เพลงเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ 

 

 

V เพลงคู่กัน

 

 

V น้องๆ หูหนวกกำลังอิน ลูกโป่งนอกจากใช้สัมผัสได้ ยังโบกใช้ได้ด้วย

 

 

V บรรยากาศงานอบอุ่น

 

 

V บรรยากาศงานอีกซักรูป

 

 

 V อีทีซี ภาพเคลื่อนไหวช่วงนี้ไม่มีการเล่าเรื่องหรือหวือหวาอะไรมาก เพราะตอนนี้คนหูดีหูหนวกรู้สึกได้ถึงดนตรีกันเป็นหนึ่งเดียว

 

 

V สุดท้าย ถึงคิว คิววงฟลัว ร้องเพลงเดียว 'เสียงในความเงียบ' อีกครั้งหนึ่ง ภาพประกอบดดยเหล่าแก๊งแฟนฉันโดยเล่าเนื้อหาของเพลงเป็นภาษมือจากหลายๆมือของเหล่าดาราอย่างซันนี่, พอลล่า, จตุรงค์ มกจ๊ก, หม่ำ, แจ๊ค แฟนฉัน, เป้ เสลอ เรียกเสียงกรี๊ดวัดเรทติ้งกันเป็นระลอกๆ แต่ที่ขโมยซีนสุดคือตอนท้ายเพลง ที่ขึ้นเป็นภาพพี่มาร์ค ออกมาทำท่าภาาามือกับเขาด้วย.

 

 

 

หากใครอยากฟังเพลง 'เสียงในความเงียบ' หรือรายระเอียดอื่นๆลองเข้าที่เวบนี้  http://www.loveishear.com/