FILM

Devil’s Reject (fucking hell family!!!)

posted on 22 Oct 2007 09:58 by gumade  in FILM

 

 

 

 แด่หนังครอบครัวที่ส บูร  ์แบบ.............................?     ครอบครัวเลวที่เลวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

 Devil’s Reject เป็นหนังของน้าRob Zombie ผลงานที่ผ่านมาก็มี  House of 1,000 Corpes(ภาคแรกของ Devil’s Reject), Grind House(ทำtrailer หนังเกรดบีปลอมๆ ชื่อเรื่องWerewolf of SS หนังนาซีมนุษย์หมาป่า นิโคลัส เคจเล่นเป็นfumanchu), Halloween 2007

 

 

 

 

 

 

 

น้าRob Zombie  ชื่อเท่ห์ดีแต่เขาเป็นใครกันวะ? ถ้าหากไม่ไช่คอเพลงเฮฟวี่เมทัลก็คงไม่รู้จักกันแน่  เพราะเขาเป็นวงในตำนานอย่าง White Zombie ก่อนแยกตัวออกมาเดี่ยวเป็นRob Zombie ดนตรีเฮฟวี่ลูกผสมร็อคแอนด์โรล แร็พ แดนซ์ ดิสโก้(แล้วมันกลายเป็นแนวอะไรวะเนี่ย) ในชีวิตน้าร็อบแกมีความผูกพันธ์อยู่กับ เลือด! ความตาย! ศพ! ภูตผี! ซาตาน! 666! นรก! การ์ตูนผี! หนังโป๊! สาวอะโกโก้มันจึงไม่แปลกอะไรที่บนคอนเสิร์ตน้าแกจะมี นักดนตรีแต่งตัวเป็นซอมบี้  มือกีตาร์ดื่มเลือด(กีตาร์ใสบรรจุเลือด)แล้วพ่นใส่คนดู, ดรายไอซ์ที่ไม่ได้มีไว้ใช้พ่นควันแต่มีไว้พ่นไฟต้องเรียกว่าดรายไฟ, มีหุ่นสัตว์ประหลาดสูง 10ฟุตออกมาเต้นทั่วเวทีหลังออกไปอีกมีสาวอะโกโก้ออกมาเต้นแทนแดนเซอร์, ด้านหน้ามือกลองมีหลอดไฟดัดเป็นตัวเลข666(สัญลักษณ์ซาตาน) และPropอื่นๆอีกมากมาย การที่ในอดีตคนเรามีความผูกพันธ์กับบางสิ่งบางอย่าง มันสามารถก่อแนวทาง ไอเดีย รูปแบบ สไตล์ที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างชัดเจน กลับมาสู่หนังเรื่อง Devil’s Reject กันต่อ ภาคแรกว่าแรงแล้วภาคนี้แรงกว่าเยอะ ถ่อยมากกว่า โป๊มากกว่า สบถมากกว่า...ฟัคฟัคฟัคฟัค(ประมาณว่า เ_ี้ย..สาาาดดดกันทุกนาที นี่แหละครอบครัวFirefly ครอบครัวฆาตรกรโรคจิตอันประกอบไปด้วย

 

-ปู่ฮิวโก้ ตาแก่หัวล้าน ในหัวมีแต่มุขใต้สะดือเหนือหัวเข่า แต่ในภาค Devil’s Reject ไม่ได้เล่น(แล้วจะพูดถึงทำมายยยย)

 

-คุณพ่อกัปตันสพอลดิ้ง เจ้าของกิจการปั๊มน้ำมันและไก่ทอด สร้างอิมเมจให้แก่ร้านให้เป็นที่จดจำด้วยการแต่งตัวเป็นตัวตลก ภายในร้านมีห้องที่เป็นลักษณะคล้ายๆกับบ้านผีสิงแต่เป็นบ้านฆาตสิง  เป็นคนหาเหยื่อ เป็นที่พึ่งของครอบครัวยามทุกข์ร้อน(เหมือนจะดูดี แต่ไอ้นี่ตัวโรคจิตสุดๆ)

 

-คุณแม่ FireFly โสเภณีวัยปลดเกษียนแต่ใจยังรักชอบยั่วสวาทเหยื่อก่อนลงมือฆ่า จะฆ่าก็ยั่วจะถูกฆ่าก็ยั่ว

 

-ลูกสาวเบบี้(นำแสดงโดยเมียน้าRob Zombie อดีตสาวเต้นอะโกโก้) ตามรอยแม่ทุกประการชอบยั่วสวาทเหยื่อก่อนลงมือฆ่า 

 

-ลูกชายโอติส ศพคือหมอนข้างแสนนุ่ม ฆ่าฆ่าฆ่าฆ่าฆ่าฆ่าฆ่าฆ่าหั่นหั่นหั่นหั่นจูบหั่นหั่นหั่นจูบเฉือนเฉือน ถลกหนังหัว เป็นอันเสร็จได้หน้ากากหนังหน้าคนงานสื่อผสมส่วนตัวมา 1ใบ

 

-ยักษ์ใหญ่ไทนี่ มนุษย์ร่างยักษ์มีหน้ากากปกปิดใบหน้าอันอัปลักษณ์เพราะถูกไฟครอกตอนเด็กจากฝีมือคนในครอบครัว ไทนี่เป็นคนว่านอนสอนง่าย บอกให้จับเอาไว้มันก็จับ บอกให้ฆ่ามันก็ฆ่า 

 

 

 

 

       หลังจากลองมือมากับหนังเรื่องแรก House of 1,000 Corpes มาแล้ว กับภาคแรกที่หนังเต็มไปด้วยรูปแบบสไตล์ พรอพตกแต่งฉากอันแพรวพราวในบ้านฆาตสิง ตุ๊กตาเด็กคอขาดถูกแขวนในจังหวะซ้ำๆ, ลานพิธีกรรมกับเหยื่อในชุดกระต่าย, โลกใต้ดินกับสัตว์ประหลาดพิลึกพิลั่น, หรือศพสาวเชียร์ลีดเดอร์ในรูปแบบงานประติมากรรมจัดวาง หลากหลายรูปแบบ ไหนจะการถ่ายที่ตัดมาจากภาพหนังผี หนังโป๊ขาว-ดำในอดีตมาใช้ ใส่ฟิลเตอร์สี การแบ่งฉากหนังเป็น2ฉาก(โคตรชอบเพลงประกอบเลย ฟังแล้วเหวอดีมันมีทั้ง เพลงจังหวะแดนซ์ๆของน้าRob, เพลงเฮฟวี่ของน้าRob, เพลงช้าโบราณยุคทีวีขาว-ดำที่ผู้ชายผู้หญิงร้องเพลงเสียงสูงๆอารมณ์ประมาณป้าผ่องศรี วรณุช, หรือเพลงจากวงพังค์Ramones ดูมันไม่เข้ากันแต่ก็เข้ากันได้อย่างโรคจิตแต่มาในคราวนี้กับ Devil’s Reject ดูน้าRobจะรู้จังหวะของหนังเหมือนกับที่รู้จังหวะของเพลงมากขึ้น คราวนี้ครอบครัวจากนรกมาอยู่ในพื้นที่รัฐเท็กซัส(เพลงประกอบอารมณ์หนุ่มโคบาลลอยขึ้นมา

 

กลางป่าใหญ่ ยักษ์ใหญ่ไทนี่ลากศพหญิงสาวร่างเปลือย

ภายในบ้าน ครอบครัวจากนรกอยู่กันอย่างมีความสุข โอติสนอนกอดศพหญิงสาวเปลือยมือกำลังกำหน้าอก   

.................หน้าบ้านของครอบครัวFireflyเต็มไปด้วยรถตำรวจ  บทสนทนาไม่ได้ช่วยอะไร มีเพียงกระบอกปืนที่รับฟังกัน แบง แบง แบง

ครอบครัวFireflyหนีตาย เบบี้ โอติส รอด    แม่ชั่วถูกจับ

 

 

Devil’s Reject ภาคต่อที่ให้อารมณ์การคุกคามแบบจิตๆ  ครอบครัวFireflyไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาที่ระบบเวลารวน ยากที่จะคาดเดา เป็นระเบิดเวลาที่ไปโผล่หน้าบ้านใครก็ไม่รู้ คุณ คุณ คุณ คุณ แล้วก็คุณ คุณคนนั้นบอกได้คำเดียวว่าซวยฉิบหาย 

 

ครอบครัวนักดนตรีคันทรี่ผู้ศรัทธาในพระเจ้า ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ซึ่งอาศัยในโรงแรมที่ดันกลายเป็นจุดนัดพบในการหาทางหนีของครอบครัวFirefly ครอบครัวนักดนตรีคันทรี่ไม่ได้ถูกเจอปุ๊บแล้วฆ่าปั้บ..... มันธรรมดาเกินไปสำหรับครอบครัวที่มาจากนรก การยั่วยวนให้เหยื่อมีความสุขต่อด้วยสร้างความหวาดกลัวจนสุดขีดคือเรื่องถนัดของเบบี้ การขมขู่บังคับให้เหยื่อทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ พูดในสิ่งที่ไม่อยากพูดโดยมีกระบอกปืนจ่อข้างหูกระซิบออกคำสั่งอย่างโรคจิตคือโอติส พูดได้คำเดียวว่าตายตั้งแต่พลาดเปิดประตูอ้ารับครอบครัวนรกนี้ยังมีความสุขเสียกว่า...... การได้อยู่ร่วมกับครอบครัวFirefly คือการได้สัมผัสกับนรกดีๆนี่เอง

 

กัปตันสพอลดิ้งกำลังรีบเร่งไปหาลูกๆที่โรงแรมจุดนัดพบ บนคอนโซลรถยนตร์ ลูกศรชี้ไปที่คำว่าว่างเปล่า...น้ำมันรถหมด  ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ 2แม่ลูกเตรียมขึ้นรถจะกลับบ้านแต่หารู้ไม่ว่านรกกำลังจะมาเยือนแม่ฮะ ตัวตลก”   ตัวตลกกัปตันสพอลดิ้งฟาดตัวแม่กองอยู่กับพื้น ตัวตลกไม่ตลกเสียแล้ว ลูกร้องไห้แกไม่ชอบตัวตลกแล้วเหรอ วันนี้แกกลับบ้านไปหาคำตอบมาให้ได้ว่าทำไมถึงไม่ชอบตัวตลก ถ้าหากแกหาคำตอบไม่ได้ล่ะก็ ชั้นจะฆ่าทิ้งทั้งครอบครัว”       

 

อีกทั้งยังในภาคนี้ดูไปยังสงสัยว่าใครมันคุกคามใครกันแน่วะ คุณสารวัตรตำรวจดันแค้นฝังใจกับครอบครัวFirefly เพราะพ่อถูกซึ่งเป็นตำรวจเหมือนกันถูกฆ่า ในหัวก็มีแต่ภาพหลอนของพ่อ....... แค้นนี้จึงต้องชำระให้อย่างสาสม แล้วทีนี้ใครคุกคามใครกันแน่? ใครคือผู้ล่า ใครคือเหยื่อ?   กรรม...ตำรวจก็โรคจิตฉิบหาย   คนดูก็โรคจิตฉิบหาย    อ้าวววว.

 

 

Gong Gumade 

 

edit @ 22 Oct 2007 18:21:52 by gument

edit @ 22 Oct 2007 19:30:06 by gument

LittleMissSunshine ครอบครัว ล้ม ลุก

posted on 22 Oct 2007 09:54 by gumade  in FILM

 

 

แด่หนังครอบครัวที่ส บูร  ์แบบ.............................?     ครอบครัวขี้แพ้สมบูรณ์แบบ ประกอบไปด้วย

 

-คุณลุงโคเคน น่ามอบรางวัลให้เป็นคุณลุงตัวอย่าง ที่มีคำสอนดีให้แก่ลูกหลานเอ็งเป็นหนุ่มอายุ15 แล้วนะอึ๊บสาวให้เยอะๆ อย่าอึ๊บคนเดียว วัยนี้เอ็งยังขบหญ้าอ่อนๆได้เยอะ พออายุ18 เอ็งก็ทำไม่ได้แล้ว(เอ๊า ติดคุกซิครับ) ชั้นน่ะเคยอึ๊บจนจ้าวนั่นสุกเลยว่ะฮ่าฮ่า จำไว้อึ๊บสาวให้เยอะๆ”  อีกทั้งยังสอนหลานสาวตัวเล็กให้เต้นเพลงนางแมวยั่วสวาท  โถ...ตาสิงห์โคเคนแกหายใจเข้าเป็นโคเคนและก็ไม่ได้หายใจเพราะโคเคน loser ระดับอาวุโส

 

- คุณน้าชาย..แฟรงค์ นักเรียนที่ได้รับทุนอันทรงเกียรติอันดับ1ของพรูสท์ คุณน้าแฟรงค์ดูชีวิตออกจะซันไชน์ๆ แต่ดั๊นไม่มีความสุขจนกรีดข้อมือคิดฆ่าตัวตาย(ย้อนกลับไป... คุณน้าแฟรงค์หลงรักคนๆหนึ่ง แต่คนๆนั้นเขาดันไปชอบนักเรียนทุนอันดับ2 ของพรูสท์  และเจ้าอันดับ2 ก็ดูเหมือนจะเป็นผู้ชนะอันดับ1กลายๆเพราะประสบความสำเร็จทั้งการงานและความรัก ตรงกันข้ามกับน้าแฟรงค์.... ชีวีตรักโดดเดี่ยว แถมโดนไล่ออกจากงาน เครียด..ซึมเศร้า..ฆ่าตัวตาย     อ้อ! ลืมบอกไปว่าเจ้าเด็กอันเป็นที่รัก กับเจ้าคู่แข่งอันดับหนึ่งที่พลิกชีวิตคุณน้าแฟรงค์คนนี้เป็นผู้ชายกันทั้งนั้น!!)  โถ....พ่อ loser เพศที่3

 

-คุณพ่อริชาร์ด คุณพ่อผู้หมกมุ่นในความสำเร็จ  ผู้สร้างทฤษฎีบันได 9ขั้นสู่การเป็นผู้ชนะ ซึ่งหวังเอาไว้ว่ามันจะถูกออกมาตีพิมพ์กลายเป็นหนังสือเบสท์เซลเลอร์ แล้วก็ตระเวนออกสื่อ ออกขายเป็นดีวีดี วีซีดี สร้างกระแสให้มันบูม ประมูลขายให้กับผู้ที่สนใจ นี่แหละศาสตร์ชั้นสูงของการตลาดและอีกยัง.....บลาบลาบลา  Hey!ครอบครัวเราสุขสบายกันละทีนี้ แต่ว่าโปรเจคนี้มันก็ล้มซะไม่เป็นท่า คุณพ่อที่พูดแต่เรื่องความสำเร็จ ชัยชนะ 

ลูกจะประกวดลิทเทิลมิสซันไชน์ ลูกคิดว่าจะชนะหรือเปล่า ถ้าไม่ เราจะไม่ไป” 

 

ผมคิดว่าที่ลูกสัญญาว่าจะไม่พูดจนกว่าได้เข้าโรงเรียนทหารอากาศ ผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ดีนะ ลูกมีเป้าหมาย ตอนนี้เจ้าลูกชายกำลังอยู่ในขั้นบันไดแห่งความสำเร็จขั้นที่4 (อะนะ)”

คุณพ่อครับ คุณคือ louserตัวพ่อเลยครับ!

 

-ลูกชายคนโต ดเวย์น  ชายหนุ่มที่อ่านหนังสือของนิทเช่ เกลียดทุกๆคน ไม่เที่ยว และยังไม่ได้อึ๊บสาว.......... เขาสัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าถ้ายังเข้าโรงเรียนทหารอากาศไม่ได้ก็จะไม่พูด ดเวย์นไม่ได้พูดมาเป็นเวลา 9เดือนแล้ว เขายังไม่รู้ว่าตัวเองตาบอดสี(ตาบอดสีเข้าโรงเรียนทหารอากาศไม่ได้) loserผู้เงียบขรึมและแอบเก็บกด

 

-ลูกสาวคนเล็กโอลีฟ ชื่อโอลีฟเหมือนแฟนป๊อปอายปู๊นๆในการ์ตูน  แต่หุ่นของเธอไม่ได้ผอมบางเหมือนโอลีฟในการ์ตูนแต่เธอคือเด็กผู้หญิงอ้วนๆธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไปประกวดความงามของเวที Little Miss Sunshine ระดับภูมิถาคได้อันดับที่2 แต่กลับได้ไปประกวด Little Miss Sunshine ระดับรัฐ เพราะอันดับ 1โดนปรับแพ้ไปเพราะกินยาลดความอ้วน!!!      ดังนั้นพวกเราทั้งครอบครัวจึงต้องเดินทางไปงานประกวด Little Miss Sunshine เพื่อที่จะได้เป็นผู้ชนะกับเขาซักที 

 

 

 

เป็นไอ้ขี้แพ้มันก็ดีเหมือนกันนะ การที่รู้ข้อผิดที่เราได้ทำพลาดไป เราอย่าทำเป็นลืมๆมันไปซะ แต่เก็บมันเอาไว้ แล้วมองดูข้อผิดพลาดนั้นไว้ว่าเราจะไม่ทำอีก เป็นบทเรียนที่ดี(ไอ้ขี้แพ้กลับกลายเป็นคุณครูเสียเเล้ว)  การที่เรารู้จักล้มก็ทำให้เรารู้วิธีลุก 


 

 

 

Little Miss Sunshine ในโลกแห่งมายาคติ

 

    มายาคติ คือ การสื่อความหมายด้วยคติความเชื่อทางวัฒนธรรมซึ่งถูกทำให้ดูเนียนๆเหมือนกับเป็นเรื่องธรรมชาติ มันมีอยู่รอบๆตัวเราโดยไม่ได้ปิดบังเลยในโลกบริโภค คล้ายๆเป็นภาพที่ลวงทั้งตาและลวงทั้งใจ อาจจะดูงงๆ ยกตัวอย่างเช่น โฆษณาผงซักฟอกในบ้านเราที่เมื่อก่อนจะต้องมีฉากที่ถ่ายการซักผ้าจนให้เห็นอณูของเนื้อผ้าที่แสนระเอียดกับคราบที่ฝังลึกและมีเม็ดสีฟ้าๆคอยกำจัดคราบนั้นให้หายไปในพริบตา ถ้าเป็นปัจจุบันก็จะเป็นรูปคนซักผ้าด้วยมือคนเดียวถ้าคุณใช้ผงซักฟอกชนิดนี้ก็เหมือนมีคนเป็น10คนมีมือเป็น10มือ(มึงเป็นทศกัณฑ์เหรอ) หรือการซักผ้าที่ให้ความขาวหลายระดับถ้าใช้ผงซักฟอกของเราจะขาวมากกกกกก ซึ่งทั้งหมดล้วนให้ความรู้สึกอันเดียวกัน มันขาวลึกล้ำจริงๆว่ะ ขาวมากมายขาวสะดวกสบายไม่ต้องออกแรงมาก คราบสกปรกก็หายหมดสิ้น ซึ่งทั้งหมดดูจะเป็นมายาคติ คติที่ลวงตา กลับมาที่ Little Miss Sunshine  ดูเหมือนจะมีเรื่องราวที่แฝงไปด้วยเรื่องของมายาคติในหลายๆ ฉาก เช่น 

 

-การสร้างทฤษฎี 9 ขั้นบันไดของความสำเร็จ 

ใครๆก็อยากที่จะเป็นผู้ชนะไม่มีใครอยากถูกเรียกว่าไอ้ขี้แพ้หรอก แล้วเราจะทำยังไงดี? นี่มันกำเนิดHOW TO นี่หว่า เพราะทุกคนต้องการที่จะเป็น................   พ่อรวยสอนลูก(อดีตนายกrecomended) หักหลักผู้ชาย หักหลังกระเทย สารพัดจีบหญิง และ HOW TOผู้สำเร็จ ผู้ชนะต่างๆ.....  แต่ถ้าหากทุกคนเป็นผู้ชนะกันหมดแล้วใครจะเป็นผู้แพ้? น่าจะมีหนังสือHOW  TO ไอ้ขี้แพ้มาขายบ้าง แต่คงขายไม่ค่อยดีเพราะทุกคนคงเข้าใจกันหมดแล้ว๕๕ 

 

-ฉากที่ครอบครัวกินอาหารเช้าในร้านแดกด่วน 

ทุกๆคนกินกาแฟ ขนมปัง สลัดผัก มีแต่เจ้าลูกสาวคนเล็กสั่งอาหารเช้าเป็นไอศกรีมจิ้มด้วยวาฟเฟิลชิ้นโตตามประสาเด็ก คุณพ่อริชผู้มีความสำเร็จกับบันได 9 ขั้นเป็นสรณะ ได้ออกเตือนลูกสาวว่าลูกรู้มั้ยว่าในไอศครีมทำมาจากนมวัว นมวัวมีไขมัน ไขมันจะไปอยู่ในตัวลูก ลูกจะอ้วน แล้วนางงามอ้วนหรือผอมลูกสาว: กรูแดกไม่ลงแล้ว..  คนอื่นๆในครอบครัว: มึงน่ะ ชัท อัพ เหอะพ่อผู้แสนดี........ คนสวยคือคนผอม ก็ดูอย่างนางงามซี่  ดูอย่างนางแบบ ดูอย่างคนในแม็กกาซีน ใส่เสื้ออะไรก็สวย เพราะเสื้อถูกดีไซน์มาสำหรับคนผอม(บางทีเทรนด์คนผอมใส่เสื้อผ้าดูดีอาจเกิดจากการลดต้นทุนการผลิต การใช้ผ้าให้น้อยชิ้นและชิ้นน้อยก็ได้..หุๆ) แล้วคนอวบ คนอ้วนจะใส่อะไร? อะไรวะ ยุคดาวินชี่คนอวบยังดูเซ็กซี่อยู่เลย

 

-ฉากในงานการประกวดนางงามเด็ก

เด็กหญิงผมบลอนด์ที่ดัดผมเป็นลอนตามประเพณีนิยมในการประกวด การเมคอัพใบหน้าที่น่าจะใช้เกรียงปาดมากกว่าใช้แปรงปัดจนไม่รู้หน้าที่แท้จริง  การใช้แอร์บรัชพ่นสีผิวให้ดูเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน(เมื่อทำออกมาทั้งหมดเสร็จแล้วจะกลายเป็นตุ๊กตายางรุ่นP.R.A.K.  P.H.O.O.  Y.A.O) โลกนางงามของผู้ใหญ่ถูกย่อส่วนลงให้กับเด็ก มันถูกย่อส่วนเพียงขนาดแต่รูปแบบ วิธีการยังคงเหมือนเดิม สวยจากการตกแต่งไม่ใช่สวยงามอย่างธรรมชาติ สิ่งที่ได้กลับมาคือ.... เด็กที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว(แถวบ้านเรียกว่าแก่แดด) มันเป็นความสวยงามในอุดมคติของรูปแบบงาน ของคณะกรรมการ(ซึ่งไม่ต่างไปจากงานประกวดร้องเพลงเด็กในบ้านเราที่ย่อส่วนมาจากการประกวดร้องเพลงของผู้ใหญ่โอลีฟอ้วน พุงป่อง รวบผมไม่ได้ดัด ไม้ได้แต่งหน้า โชว์ความสามารถพิเศษเต้นแร้งเต้นกาในเพลงนางเเมวยั่วสวาทแบบเด็กๆ มันอาจดูเป็นตัวประหลาดในเวที แต่จริงๆแล้วมันกลับกัน หนูคือนางงามในงาน แต่คนอื่นๆล้วนเป็นตัวประหลาด.

 

เพิ่มเติมเรื่องมายาคติอย่างละเอียด

http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9683.html

 

 

Gong Gumade  , Jin Gumade

   

 

edit @ 22 Oct 2007 18:17:53 by gument

edit @ 22 Oct 2007 19:31:47 by gument