
ไม่อยากจะเชื่อ!!! ภายในแกลเลอรี่เล็กๆแห่งสยามจะปรากฏผลงานภาพพิมพ์แกะไม้ระดับตำนานของโอคุไซ ซึ่งมันไม่ไช่เรื่องที่จะหาดูกันง่ายๆเลย รวมทั้งทระเทศต้นตำหรับอย่างญี่ปุ่นด้วย... ก็เพราะรูปเหล่านี้มันไปอยุ่ในมิวเซียมต่างประเทศหมดแล้ว แต่มันมีให้เห้นแล้วที่ประเทศไทยของแท้,ภาพเป็นๆที่ on art gallery
"โอคุไซ" ศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้ เรามาแฟลชแบค......ย้อนกลับไปสมัยเอโดะเมื่อปี 1760 -1849 โอคุไซ เป็นศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้รุ่นที่หนึ่ง(มีรุ่นหลังๆตามต่อกันมาแต่ก็ไม่น่าพิศมัยเท่าโอคุไซ ในความคิดเรานะ) อีกยังรับทำงานฟรีแลนซ์เป็นงานภาพประกอบ งานจิตรกรรม การ์ตูน ถือเป็นศิลปินที่เเนว..ล้ำในยุคสมัยนั้นมากๆ(เดี๋ยวจะอธิบายทีหลังว่ามันล้ำยุคสมัยยังไง) ด้วยความล้ำผลงานของโอคุไซก่อเป็นเวฟคลื่นทางศิลปะขนาดโตเคลื่อนฝั่งจากทางตะวันออกไปยังทางตะวันตก เหล่าฟองคลื่นไปกระทบเข้าอย่างจังกับดวงตา
ของ claude monet, edgar degas, henry lautrecรวมทั้งพ่อหนุ่มรันทดหูเดียวอย่างvangogh ต่างต้องมีผลงานของโอคุไซประดับไว้ที่ฝาบ้าน "Oh! Fantastic wave"
ผลงานภาพพิมพ์ที่นำมาโชว์ในประเทศไทยนั้น เป็นผลงานซีรียส์ภูเขาฟูจิจำนวน 30กว่า ชิ้น(ซึ่งอีตาอิซาโอ โอกาวา เจ้าตัวคนสะสมผลงานทั้ง 36 ชิ้นซึ่งซื้อมาในคราวเดียวก็มาพร้อมอธิบายผลงาน) "ซีรียส์ภูเขาฟูจิ" เป็นการสร้างภาพจากหลายสถานที่หลายมุมมอง ซึ่งมันก็ต้องมีการย้ายที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆเพื่อให้ได้มุมมองที่
หลากหลาย แถมซีรียส์ภูเขาฟูจินี่เป็นผลงานช่วงบั้นท้ายชีวิตของแกอีกตั้งหาก และผลงานในซีรียส์นี้ก็ไม่ได้มีแค่ นั้นแต่มีอยู่ประมาณ 40 กว่าชิ้น และ 1 ภาพใน 40 กว่าภาพก็ต้องพิมพ์อีกเป็นจำนวนหนึ่งซึ่งก็ไม่รุ้เหมือนกันว่าเท่าไหร่ ???? อาจดูงงๆเอาใหม่ๆ......
คือถ้าให้เปรียบเปรยกระบวนการทำภาพพิมพ์มันก็ไม่ต่างกับการที่เราใช้โปรแกรมดีไซน์ของ Adobe Illustrator, PhotoShop ที่แบ่งงานเป็นlayerๆ ต้องวางแผนให้ดีว่าอันไหนมาก่อนอันไหนมาหลัง เสร็จกระบวนการแล้วก็ส่งเครื่องปรินท์หรือโรงพิมพ์ แต่.... ในยุคเอโดะโปรแกรมสุดล้ำคือ เครื่องตอกไม้,แผ่นไม้,กระดาษสา ทุกอย่างทำด้วยมือ ไร้เครื่องจักรกล เทคนิคการปั๊มนูน..ที่หน้าปกหนังสือบ้านเรานิยมใช้ให้หนังสือดูน่าสนใจกว่าเนื้อในที่เป็นจริง เทคนิคนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในยุคนั้นเลย เห็นได้จากรอยริ้วผ้ากิโมโนสีขาวที่ไม่ได้เกิดจากสีแต่มันเกิดจากรอยไม้ที่กดทับลงไป
1.โอคุไซ: คำนวณและออกแบบองค์ประกอบของภาพ = นักออกแบบ
2.ช่างแกะไม้: แกะแบบไม้ตามที่โอคุไซออกแบบไว้ = โปรแกรม Adobe Illustrator, Photo Shop
3.ช่างพิมพ์: นำงานที่แกะเสร็จแล้วมาพิมพ์สีตามที่ออกแบบไว้ = เครื่องพรินท์, โรงพิมพ์
ซึ่งในตอนแรกเราเข้าใจว่าทุกกระบวนการทั้งหมดจบที่โอคุไซคนเดียวซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้นโอคุไซนี่จะเปรียบเสมือนดังสมมุติเทพเลยทีเดียว เพราะในทุกๆกระบวนการมันประณีตมากๆตั้งเเต่การออกแบบ การแกะไม้ การพิมพ์ ซึ่งผลงานเสร็จสมบูรณ์แล้วมันไม่ต่างจากทำหน้าคอมแล้วสั่งปรินท์เลย ข้อนี้จึงสนับสนุนเรื่องวัฒนธรรมอันสุดโต่งของญี่ปุ่น ไม่ว่าสมัยไหนการกระทำในสิ่งๆหน่ึงต้องใช้ผู้ชำนาญเฉพาะทางเสมอ
ความล้ำของ โอคุไซ
v โอคุไซ เป็นญี่ปุ่นคนแรกที่ที่นำหลักการมองภาพแบบเสมือนจริง Perspective ซึ่งมันจะมีมุมมองรวมสายตาไปที่จุดๆหนึ่ง เขาเรียกว่าจุด VP (Vanishing Point) ยังไม่พอเขายังอแดพปรับ
เปลี่ยนเพื่อให้เกิดมุมมองที่เหมาะสมสำหรับรูปภาพพิม์แกะไม้ด้วยการเปลี่ยนจุดVP หรือจุดรวมสายตาที่มีเพียง 1 จุดเพิ่มเป็น 2 จุด
จุดรวามสายตาที่1
จุดรวมสายตาที่2
v องค์ประกอบตัวบ้านและหญิงสาวที่อยู่ภายในตัวบ้านพิมพ์สี รายล้อมไปด้วยหิมะที่ปล่อยขาวไว้ สายตาคนเราจะโพกัสไปในส่วนที่มีสีสันนั่นก็คือหญิงสาว(จุดรวามสายตาที่1) และในส่วน
ของหญิงสาวเองก็มองพร้อมชี้นิ้วไปที่๓เขาไฟฟูจิ(จุดรวมสายตาที่2)
v โอคุไซแหวกแนวกขนบการวาดภาพภูเขาฟูจิ ที่ในสมัยนิยมมักวาดภูเขาฟูจิไว้บนสุดของภาพเป็น... ภูเขาไฟฟูจิอยู่ใต้วัตถุตัวออบเจกหลักที่นำเสนอ
v ทุกภาพของโอคุไซเป็นภาพที่เกิดจากประสบการณ์จริง การจับภาพที่รวดเร็วและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญ ดูลักษณะรูปทรงคลื่นเป็นตัวอย่าง (เห็นแล้วขนลุก)
ปรากฏการณ์ภูเขาฟูจิสีแดงที่ปีนึงจะเกิดซักครั้ง
*ขอบคุณข้อมูลจากเทพเต้รองแฟนพันธ์แท้และเจ้าของคอลัมน์ศิลปะนิตยสารบ้านเเละสวน
ขอคารวะแด่โอคุไซ JinGumade, GongGumade